ทีมชาติอิตาลี ต้องเผชิญค่ำคืนอันเจ็บปวดอีกครั้ง หลังพลาดโอกาสผ่านเข้าสู่ฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายเป็นสมัยที่ 3 ติดต่อกัน เมื่อพ่ายให้กับ ทีมชาติบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา ในการดวลจุดโทษ
เกมนี้อิตาลีเริ่มต้นได้ดีและขึ้นนำก่อนจากจังหวะยิงไกลสุดสวยของ มอยเซ่ เคน ในนาทีที่ 15 แต่สถานการณ์กลับพลิกผันเมื่อ อเลสซานโดร บาสโตนี่ ถูกใบแดงไล่ออกจากสนามช่วงท้ายครึ่งแรก ทำให้ทีมต้องเล่นเพียง 10 คน
แม้ จานลุยจิ ดอนนารุมมา จะโชว์ฟอร์มเซฟสำคัญหลายครั้ง แต่สุดท้ายก็โดนตีเสมอจากจังหวะซ้ำดาบสองของ ฮาริส ทาบาโควิช ส่งเกมเข้าสู่ช่วงต่อเวลาพิเศษ ก่อนจะตัดสินด้วยการยิงจุดโทษ
การดวลจุดโทษกลายเป็นฝันร้ายของอิตาลี เมื่อ ปิโอ เอสโปซิโต ยิงข้ามคาน และ ไบรอัน คริสตันเต ยิงชนคาน ทำให้พ่ายไปอย่างหมดรูป
เสียงสะท้อนและวิกฤตฟุตบอลอิตาลี
หลังจบเกม เจนนาโร่ กัตตูโซ่ กุนซือทีมชาติถึงกับหลั่งน้ำตา พร้อมยอมรับว่าเป็นความเจ็บปวดที่ยากจะยอมรับ แม้เขาจะยืนยันว่าอนาคตของตนไม่สำคัญเท่ากับความผิดหวังของประเทศ
ด้าน กาเบรียล กราวินา ประธานสหพันธ์ฟุตบอลอิตาลี ยอมรับว่าวงการลูกหนังแดนมะกะโรนีกำลังเผชิญ “วิกฤตครั้งใหญ่” แม้จะยืนยันไม่ลาออกจากตำแหน่ง
การตกรอบครั้งนี้ทำให้อิตาลีกลายเป็นแชมป์โลกทีมแรกในประวัติศาสตร์ที่พลาดฟุตบอลโลกถึง 3 ครั้งติดต่อกัน หลังเคยพลาดในปี 2018 และ 2022 มาก่อน
วิเคราะห์สาเหตุ ทำไมอิตาลีตกต่ำต่อเนื่อง
หนึ่งในปัญหาหลักของ ทีมชาติอิตาลี คือการขาดแคลนนักเตะคุณภาพจากระบบเยาวชน เมื่อเทียบกับอดีตที่เคยสร้างทีมแชมป์โลกปี 2006 ได้อย่างแข็งแกร่ง
นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงของฟุตบอลยุโรปหลัง “กฎบอสแมน” ทำให้ผู้เล่นต่างชาติหลั่งไหลเข้าสู่ลีก เซเรีย อา ส่งผลให้ดาวรุ่งอิตาลีมีโอกาสลงสนามน้อยลง
ปัญหาทางการเงินของสโมสร รวมถึงสนามแข่งขันที่ล้าสมัย ยังส่งผลต่อรายได้และการพัฒนาในระยะยาว ขณะที่ลีกอื่นอย่างพรีเมียร์ลีกมีการเติบโตด้านธุรกิจอย่างต่อเนื่อง
แม้ ทีมชาติอิตาลี จะเคยคว้าแชมป์ ฟุตบอลยูโร 2020 ได้สำเร็จ แต่ผลงานโดยรวมในเวทีโลกยังคงน่าผิดหวัง และสะท้อนว่าฟุตบอลอิตาลีกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ
สถานการณ์ในตอนนี้จึงไม่ใช่แค่ความพ่ายแพ้ในเกมเดียว แต่คือสัญญาณเตือนถึงการต้อง “ยกเครื่องทั้งระบบ” หากหวังกลับมายิ่งใหญ่ในเวทีโลกอีกครั้ง
ทันทุกข่าว อัพเดททุกวัน ทันกระเเสวงการฟุตบอลก่อนใคร

