การเข้ามารับงานต่อจาก เอ็นโซ มาเรสกา ถูกมองว่าเป็นหนึ่งในภารกิจที่หนักที่สุดในวงการฟุตบอล หลังต้องเข้ามาสานงานต่อจากเป๊ป กวาร์ดิโอลา ตำนานกุนซือที่สร้างยุคทองให้แมนเชสเตอร์ ซิตี้ แต่เพียงไม่กี่สัปดาห์แรกของฤดูกาลใหม่ เขากลับทำให้ความกดดันดังกล่าวดูเบาลงอย่างน่าประหลาดใจ
แมนฯ ซิตี้คว้าชัย 5 นัดติดต่อกันในพรีเมียร์ลีกและยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก โดยชัยชนะที่โอลด์ แทรฟฟอร์ดเหนือแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 1-0 เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ถือเป็นบททดสอบครั้งสำคัญที่สุดของกุนซือวัย 46 ปี
ที่สำคัญ ซิตี้ต้องเล่นด้วยผู้เล่น 10 คนเป็นเวลานาน หลังฟิล โฟเดนถูกใบแดง แต่ทีมยังรักษาความนิ่งและปิดเกมได้สำเร็จ ซึ่งสะท้อนแนวทางการทำงานของมาเรสกาได้เป็นอย่างดี
เอ็นโซ มาเรสกา ใช้ความนิ่งเปลี่ยนเกมที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด
หนึ่งในความแตกต่างที่เห็นได้ชัดระหว่างมาเรสกากับกวาร์ดิโอลาคือบุคลิกข้างสนาม
ขณะที่กวาร์ดิโอลามักแสดงอารมณ์อย่างเต็มที่ระหว่างการแข่งขัน มาเรสกากลับยืนอยู่ข้างสนามอย่างสงบ ใช้เวลาประเมินสถานการณ์ก่อนตัดสินใจเปลี่ยนแปลงระบบ
สิ่งนี้ปรากฏชัดในเกมกับแมนฯ ยูไนเต็ด เมื่อซิตี้ต้องเผชิญสถานการณ์เสียเปรียบจากใบแดงของโฟเดน แต่แทนที่จะรีบปรับทีมหลายตำแหน่ง มาเรสกาเลือกอ่านเกมและค่อย ๆ แก้ปัญหา
เขาขยับรายาน แชร์กีไปเล่นทางฝั่งขวา ก่อนเปลี่ยนตัวในช่วงพักครึ่งด้วยการส่งอิลลิมาน เอ็นดิอายลงมา การปรับเล็ก ๆ เหล่านี้ช่วยให้ซิตี้รักษาสมดุลและอยู่ในเกมจนสามารถคว้าสามแต้มกลับออกมาได้
สำหรับมาเรสกา นี่ไม่ใช่เพียงชัยชนะในแมนเชสเตอร์ดาร์บี้ แต่เป็นหลักฐานว่าเขาสามารถรับมือกับสถานการณ์กดดันโดยไม่ปล่อยให้อารมณ์เข้ามามีอิทธิพลต่อการตัดสินใจ
จากเงากวาร์ดิโอลา สู่สไตล์ของเอ็นโซ มาเรสกา
การถูกนำไปเปรียบเทียบกับกวาร์ดิโอลาเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยาก เพราะอดีตกุนซือชาวสเปนฝากผลงานเอาไว้มหาศาลตลอดช่วงเวลาที่คุมแมนฯ ซิตี้
ก่อนเริ่มฤดูกาล มาเรสกายอมรับว่าชื่อของกวาร์ดิโอลาจะถูกพูดถึงอยู่เสมอ แต่เขายืนยันว่าการเปรียบเทียบดังกล่าวไม่ได้สร้างแรงกดดันให้ตัวเอง
สิ่งที่น่าสนใจคือมาเรสกาไม่ได้พยายามลบทุกอย่างจากยุคเดิม แต่เลือกผสมแนวคิดของตัวเองเข้ากับโครงสร้างที่สโมสรสร้างขึ้นมาแล้ว
รูเบน ดิอาส กัปตันทีมคนใหม่ของซิตี้ อธิบายว่า แม้รายละเอียดเกี่ยวกับการฝึกซ้อม การเพรสซิ่ง และการเล่นเกมรับจะเปลี่ยนแปลงไปตามแนวคิดของมาเรสกา แต่พื้นฐานหลายอย่างยังคงต่อเนื่องจากยุคกวาร์ดิโอลา
นี่อาจเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทีมปรับตัวได้รวดเร็ว เพราะมาเรสกาไม่ได้พยายามรื้อระบบเดิมทั้งหมด แต่ค่อย ๆ ใส่แนวทางของตัวเองเข้าไปในทีม
เสียงเพลงเฮาส์มิวสิกสะท้อนตัวตนใหม่ในสนามซ้อม
ความเปลี่ยนแปลงของแมนฯ ซิตี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในสนามแข่งขัน
หนึ่งในรายละเอียดที่สะดุดตาที่สุดคือการนำเพลงเฮาส์มิวสิกเปิดระหว่างการฝึกซ้อม ซึ่งมาเรสกาอธิบายว่าเป็นเพลงจังหวะหนักแบบ “บูม บูม บูม”
เป้าหมายไม่ได้ซับซ้อน เขาต้องการให้บรรยากาศการทำงานสนุกขึ้น นักเตะมีความสุขมากขึ้น และส่งผลให้พวกเขาทำงานได้ดีขึ้น
แนวทางดังกล่าวสะท้อนบุคลิกของกุนซือคนใหม่ที่แตกต่างจากกวาร์ดิโอลาอย่างชัดเจน มาเรสกาดูผ่อนคลายกว่าในการพบสื่อ ขณะเดียวกันก็พยายามสร้างบรรยากาศใหม่ภายในห้องแต่งตัว
หลังเกมดาร์บี้ เขายังพูดติดตลกเกี่ยวกับฟอร์มของเออร์ลิง ฮาแลนด์ ซึ่งกำลังมีบทบาทสำคัญในการทำประตูให้ทีม แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่เป็นกันเองกับผู้เล่นมากขึ้น
บททดสอบสำคัญยังรออยู่ หลังออกสตาร์ตสมบูรณ์แบบ
แม้ มาเรสกา จะเริ่มต้นได้อย่างยอดเยี่ยม แต่ภารกิจที่แมนเชสเตอร์ ซิตี้ยังเพิ่งเริ่มต้น
ทีมเคยเปิดฤดูกาลด้วยความผิดหวังจากการแพ้อาร์เซนอล 0-3 ในศึกคอมมูนิตี้ ชิลด์ ก่อนตอบสนองด้วยชัยชนะ 5 นัดรวด ซึ่งรวมถึงเกมแชมเปียนส์ลีกที่บุกชนะปอร์โต
แมนฯ ซิตี้ยังต้องรักษาความสม่ำเสมอในช่วงที่โปรแกรมเริ่มแน่นขึ้น โดยเกมถัดไปคือศึกคาราบาว คัพ พบกับนอริช ซิตี้ ก่อนกลับมาเล่นพรีเมียร์ลีกกับซันเดอร์แลนด์เพียงสามวันให้หลัง
การคว้าชัยทั้งสองเกมจะทำให้มาเรสกาเข้าใกล้การออกสตาร์ตที่สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น และเพิ่มความเชื่อมั่นว่าเขาอาจเป็นคนที่เหมาะสมสำหรับการสานต่อยุคแห่งความสำเร็จของซิตี้
ความท้าทายสำคัญคือการทำให้ทีมยังคงมีมาตรฐานสูงเมื่อเข้าสู่ช่วงที่ต้องลงเล่นหลายรายการพร้อมกัน ซึ่งเป็นจุดที่กุนซือคนใหม่จะถูกวัดฝีมืออย่างแท้จริง
เอ็นโซ มาเรสกา สยบคำถามแทนกวาร์ดิโอลา พาแมนฯ ซิตี้ออกสตาร์ตสุดแกร่ง












