การเผชิญหน้ากับนาโปลีของ อันโตนิโอ คอนเต้ ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบแบ่งกลุ่ม กลายเป็นภาพสะท้อนชัดเจนถึงเส้นทางของเชลซี นับตั้งแต่วันที่พวกเขาคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกครั้งล่าสุดในฤดูกาล 2016/17
ภายใต้การคุมทีมของคอนเต้ เชลซีเคยสร้างผลงานระดับสูงสุด ด้วยการคว้าชัยในลีกถึง 13 นัดติดต่อกัน และปิดฤดูกาลด้วย 93 คะแนน แต่หลังจากนั้น “สิงห์บลูส์” ไม่สามารถกลับไปแตะจุดสูงสุดในพรีเมียร์ลีกได้อีกเลย แม้จะมีความสำเร็จในฟุตบอลถ้วยยุโรปบางรายการก็ตาม
ปัจจุบัน เชลซีภายใต้การคุมทีมของ เลียม โรเซนิออร์ จำเป็นต้องบุกชนะนาโปลีของคอนเต้ ถึงจะการันตีตั๋วเข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้ายแบบอัตโนมัติ ขณะที่เจ้าถิ่นก็ต้องการชัยชนะเพื่อรักษาเส้นทางในรายการนี้เช่นกัน
จากยุคคอนเต้ถึงปัจจุบัน เชลซีเปลี่ยนกุนซือไม่หยุด แต่ยังไม่คืนสู่จุดเดิม
นับตั้งแต่คอนเต้แยกทางกับเชลซีในปี 2018 สโมสรมีการเปลี่ยนตัวผู้จัดการทีมมาแล้วหลายราย โดย โรเซนิออร์ กลายเป็นกุนซือคนล่าสุดจากทั้งหมด 7 คนในช่วงเวลาไม่ถึงทศวรรษ ซึ่งสะท้อนถึงความไม่มั่นคงในโครงสร้างทีม
แม้เชลซีจะเคยคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ในปี 2021 และแชมป์สโมสรโลก แต่หากพิจารณาเฉพาะผลงานในพรีเมียร์ลีก พวกเขายังไม่สามารถกลับไปท้าทายตำแหน่งแชมป์ได้อย่างจริงจังอีกเลย
ย้อนกลับไปในยุคของคอนเต้ ปัญหาความขัดแย้งกับฝ่ายบริหารและความล้มเหลวในตลาดนักเตะ ส่งผลให้เชลซีเสียโอกาสคว้าผู้เล่นระดับท็อปหลายราย ก่อนจะเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านที่ยาวนาน
การดวลกันระหว่างเชลซีและนาโปลีในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงเกมตัดสินเข้ารอบเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของเส้นทางที่แยกจากกันอย่างชัดเจน ระหว่างคอนเต้ที่ยังคงคว้าแชมป์ในลีกยุโรป กับเชลซีที่ยังคงค้นหาความมั่นคงและตัวตนของทีมในยุคใหม่
ทันทุกข่าว อัพเดททุกวัน ทันกระเเสวงการฟุตบอลก่อนใคร

