ในเกมบิ๊กแมตช์พรีเมียร์ลีกที่สนามแอนฟิลด์ เมื่อคืนที่ผ่านมา หนึ่งในหัวข้อที่ถูกพูดถึงหนักคือบทบาทของ VAR ที่มีส่วนในการตัดสินช่วงท้ายเกมจนเกิดการวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง แม้ว่า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ จะคว้าชัยเหนือ ลิเวอร์พูล 2-1 แต่เหตุการณ์ VAR กลับกลายเป็นเรื่องเด่นในวันแข่งขันนี้และถูกตั้งคำถามว่า “ทำให้ช่วงเวลาดีๆ จบเร็วเกินไป” โดยเฉพาะคำวิจารณ์จากกูรูลูกหนังว่าการตัดสินนี้เหมือนเป็น “killjoy” ที่พรากโมเมนต์สำคัญของเกมไป
ดราม่า VAR ย้อนเหตุการณ์ และปฏิกิริยาในเกม
เกมนี้ดำเนินไปอย่างเข้มข้นตั้งแต่นาทีแรก โดย ลิเวอร์พูล ได้ประตูขึ้นนำจากฟรีคิกสุดสวยของ โดมินิค โซโบซไล ก่อนที่ แมนฯ ซิตี้ จะตีเสมอจาก แบร์นาโด ซิลวา และได้จุดโทษจากจังหวะที่ อลีสซง ทำฟาวล์นำไปสู่การทำประตูก่อนหมดเวลา
อย่างไรก็ตาม ช่วงทดเวลาบาดเจ็บกลับกลายเป็นฉากดราม่าที่แท้จริง เมื่อ แมนฯ ซิตี้ ได้ประตูเพิ่มจากจังหวะสวนกลับของ รายัน เชอร์กี ที่บอลเข้าไปตุงตาข่ายในกรอบว่างเปล่า แต่ VAR ต้องเข้ามาเช็กและสั่งให้เป่าเป็นการฟาล์วก่อนหน้าจากการที่ โซโบซไลดึงเสื้อ ฮาแลนด์ ซึ่งส่งผลให้ผู้ตัดสินเช็กตามกฎและไล่ โซโบซไล ออกจากสนาม พร้อมกับ ยกเลิกประตูที่เพิ่งเกิดขึ้น ส่งผลให้สกอร์คงอยู่ที่ 2-1 และจบเกมด้วยผลนี้
เสียงวิพากษ์วิจารณ์จากกูรูและแฟนบอลมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะคำวิจารณ์ที่เรียกการตัดสิน VAR ว่าเป็น “killjoy” ซึ่งเปรียบเปรยว่าการตัดสินครั้งนี้ ‘ฆ่า’ ความสุขจากช่วงเวลาที่ยอดเยี่ยมของแมตช์ไป ทั้งยังทำให้ความรู้สึกของแฟนบอลและผู้ชมแตกเป็นสองฝั่งระหว่างผู้ที่สนับสนุนการใช้ VAR เพื่อความถูกต้อง และฝ่ายที่มองว่าทำให้เกมขาดอมยิ้มความสนุกในจังหวะสำคัญ
วิเคราะห์ผลกระทบต่อทั้งสองทีม
การตัดสินของ VAR ในเกมนี้ไม่ได้มีผลกับผลสกอร์โดยตรง แต่กลับกลายเป็นประเด็นหลักที่ถูกถกเถียงกันหลังเกมจบ ซึ่งส่งผลทั้งต่อ โมเมนตัมของ ลิเวอร์พูล ที่พลาดโอกาสหนีคะแนน และ แมนฯ ซิตี้ ที่ได้รับการช่วยเหลือจากองค์ประกอบของ VAR ในจังหวะสุดท้ายของการแข่งขัน
ทั้งนี้ ทุกฝ่ายยังคงต้องรอดูปฏิกิริยาและการอธิบายจากลีกหรือคณะกรรมการการแข่งขันต่อคำวิจารณ์ของกูรูและผู้ชมเกี่ยวกับบทบาทของ VAR ในบิ๊กแมตช์นี้ เพื่อเป็นแนวทางการปรับปรุงในเกมระดับสูงสุดของพรีเมียร์ลีกอังกฤษต่อไป — ซึ่งยังคงเป็นหนึ่งในหัวข้อที่คนพูดถึงมากที่สุดของนัดล่าสุดนี้
ทันทุกข่าว อัพเดททุกวัน ทันกระเเสวงการฟุตบอลก่อนใคร

