DERBYMATH

ทันทุกข่าว อัพเดททุกวัน ทันกระเเสวงการฟุตบอลก่อนใคร

ฟลอยด์ แซมบ้า แจ้งเกิดเต็มตัว! ดาวรุ่งวัย 17 ปีซัด 2 ตุงประเดิมแมนฯ ซิตี้

ฟลอยด์ แซมบ้า

แมนเชสเตอร์ ซิตี้ได้เห็นดาวรุ่งคนใหม่ก้าวขึ้นมาโดดเด่นบนเวทีทีมชุดใหญ่ เมื่อ ฟลอยด์ แซมบ้า วัยเพียง 17 ปีระเบิดฟอร์มยิงคนเดียว 2 ประตูในเกมที่ทีมเปิดบ้านถล่มนอริช ซิตี้ 5-0 ศึกคาราบาว คัพ รอบสาม กลายเป็นค่ำคืนที่เปลี่ยนชื่อของเขาจากนักเตะอะคาเดมีให้กลายเป็นหนึ่งในดาวรุ่งที่แฟนบอลต้องจับตา

แซมบ้าลงสนามครบ 90 นาที และไม่ปล่อยโอกาสสำคัญให้หลุดมือ หลังถูกดันขึ้นมาซ้อมกับทีมชุดใหญ่ในช่วงซัมเมอร์โดย เอ็นโซ มาเรสกา กุนซือคนใหม่ของแมนเชสเตอร์ ซิตี้

หลังจบเกม เจ้าตัวมองว่านี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของเส้นทางอาชีพเท่านั้น

ฟลอยด์ แซมบ้า ระเบิดฟอร์ม 2 ประตู พาแมนฯ ซิตี้ถล่มนอริช

ช่วงต้นเกม แมนเชสเตอร์ ซิตี้ต้องใช้เวลาพอสมควรกว่าจะเจาะแนวรับของนอริชได้ แต่เมื่อโอกาสมาถึง แซมบ้ากลับเป็นคนปลดล็อกเกมให้ทีม

ดาวรุ่งวัย 17 ปีสะบัดตัวเข้าหาบอลและใช้จังหวะโหม่งเปลี่ยนทางส่งบอลเข้าสู่ตาข่าย ก่อนฉลองประตูด้วยการส่งจูบไปยังครอบครัวและเพื่อนที่เข้ามาชมเกมบนอัฒจันทร์

หลังจากนั้น แซมบ้ายังกลับมาทำประตูที่สองด้วยการปั่นบอลอย่างสวยงาม ช่วยให้เจ้าบ้านเดินหน้าคว้าชัยแบบขาดลอย 5-0

ผลงานตลอด 90 นาทีทำให้เขาได้รับเสียงปรบมือจากแฟนบอลทั่วสนาม และได้รับเลือกเป็น แมน ออฟ เดอะ แมตช์ ตั้งแต่เกมแรกในระดับอาชีพ

มาเรสกายอมรับว่าเขาประทับใจทั้งจำนวนประตูและภาพรวมของการเล่น พร้อมชี้ว่าแซมบ้ามีพลัง ความแข็งแกร่ง ความสามารถในการจบสกอร์ รวมถึงการสร้างโอกาสให้เพื่อนร่วมทีม

มาเรสกายอมรับ แซมบ้าไม่เคยเล่นกองหน้าตัวเป้ามาก่อน

สิ่งที่น่าสนใจคือบทบาทที่แซมบ้าได้รับในเกมนี้ไม่ใช่ตำแหน่งที่เขาคุ้นเคย

มาเรสกาเปิดเผยว่าเขาตัดสินใจให้ดาวรุ่งรายนี้เล่นเป็นหมายเลข 9 ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา และเมื่อพูดคุยกับนักเตะ แซมบ้ายอมรับว่าไม่เคยเล่นตำแหน่งดังกล่าวมาก่อน

แม้กุนซือแมนฯ ซิตี้จะมองว่าแซมบ้าไม่ใช่กองหน้าตัวเป้าโดยธรรมชาติ แต่เจ้าตัวก็แสดงให้เห็นว่าสามารถปรับตัวเข้ากับบทบาทใหม่ได้อย่างน่าสนใจ

นอกจากการยิง 2 ประตูแล้ว เขายังมีส่วนร่วมกับเกมรุกและตัดสินใจในจังหวะสำคัญได้ดี โดยเฉพาะในครึ่งแรกที่แมนฯ ซิตี้ยังหาพื้นที่เจาะเกมรับของนอริชได้ไม่มากนัก

มาเรสกายังย้ำว่าต้องค่อย ๆ พัฒนาดาวรุ่งรายนี้ ไม่ควรเร่งความก้าวหน้ามากเกินไป แต่ก็หวังว่าจะสามารถมอบโอกาสลงสนามให้มากขึ้นในอนาคต

ฟลอยด์ แซมบ้า โตมากับอะคาเดมีแมนฯ ซิตี้

แซมบ้าเข้าร่วมอะคาเดมีของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ตั้งแต่อายุเพียง 8 ปี และเริ่มสร้างชื่ออย่างจริงจังในฤดูกาลที่ผ่านมา

ตลอดฤดูกาลเต็มครั้งแรกกับทีมรุ่นอายุไม่เกิน 18 ปี เขายิงไปถึง 24 ประตู พร้อมทำอีก 10 แอสซิสต์ ตัวเลขดังกล่าวมีส่วนสำคัญที่ทำให้เขาได้รับการเลื่อนขึ้นมาสัมผัสบรรยากาศของทีมชุดใหญ่

หนึ่งในผลงานที่โดดเด่นที่สุดคือการยิงฟรีคิกสุดสวยในเกมเอฟเอ ยูธ คัพ รอบชิงชนะเลิศ ซึ่งแมนเชสเตอร์ ซิตี้เอาชนะแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คู่ปรับร่วมเมืองในเดือนพฤษภาคม

จากนั้นโอกาสครั้งสำคัญก็มาถึงในยุคของมาเรสกา และแซมบ้าก็ใช้เวลาเพียงเกมเดียวในการสร้างความประทับใจ

เจ้าตัวยอมรับว่าการขยับจากทีมเยาวชนมาสู่การฝึกซ้อมกับทีมชุดใหญ่เป็นก้าวกระโดดครั้งใหญ่ เพราะการซ้อมเข้มข้นกว่าเดิม ต้องวิ่งมากขึ้น และทุกคนในทีมคาดหวังให้นักเตะรับมือกับความเข้มข้นในระดับสูงให้ได้

นามสกุลแซมบ้ามีประวัติในพรีเมียร์ลีก

ชื่อสกุลแซมบ้าไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับแฟนพรีเมียร์ลีก เพราะฟลอยด์เป็นลูกชายของ คริสโตเฟอร์ แซมบ้า อดีตกองหลังของแบล็คเบิร์น โรเวอร์สและควีนส์ปาร์ค เรนเจอร์ส

คริสโตเฟอร์ลงเล่นในพรีเมียร์ลีกให้ทั้งสองสโมสรรวม 171 นัด และยังมีช่วงเวลาสั้น ๆ กับแอสตัน วิลล่าในระดับแชมเปียนชิพอีก 12 นัด

แต่สไตล์การเล่นของสองพ่อลูกแตกต่างกันอย่างชัดเจน

ผู้เป็นพ่อเป็นกองหลังร่างใหญ่ที่ขึ้นชื่อเรื่องการเล่นแบบหนักแน่นและตรงไปตรงมา ขณะที่ฟลอยด์เป็นแนวรุกที่มีความเร็วและคล่องตัว ซึ่งกำลังสร้างเส้นทางของตัวเองกับแมนเชสเตอร์ ซิตี้

ยิ่งไปกว่านั้น ฟลอยด์ยังมีพี่ชายอย่าง ไทโรน แซมบ้า อยู่ในระบบเยาวชนของแมนฯ ซิตี้เช่นกัน ทำให้ครอบครัวแซมบ้ามีสมาชิกถึงสองคนที่กำลังเดินตามเส้นทางฟุตบอลกับสโมสร

ดาวรุ่งแมนฯ ซิตี้ได้รับคำชม แต่ต้องค่อย ๆ เติบโต

คริส ซัตตัน อดีตกองหน้านอริชและนักวิเคราะห์ของ BBC มองว่าค่ำคืนดังกล่าวเป็นช่วงเวลาที่น่าภาคภูมิใจของครอบครัวแซมบ้า พร้อมเชื่อว่าผลงานของดาวรุ่งรายนี้อาจทำให้มาเรสกากล้าที่จะใช้งานเขามากขึ้น

แน่นอนว่าแซมบ้ายังไม่สามารถคาดหวังตำแหน่งตัวจริงเหนือกองหน้าระดับอย่างเออร์ลิง ฮาลันด์ได้ในทันที แต่การยิง 2 ประตูตั้งแต่เกมแรกถือเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับพัฒนาการของเขา

สิ่งสำคัญจากนี้คือการบริหารโอกาสอย่างเหมาะสม ทั้งเรื่องจำนวนนาทีลงสนาม ความเข้มข้นของการแข่งขัน และการปรับตัวให้เข้ากับฟุตบอลระดับทีมชุดใหญ่

แซมบ้าเองก็ไม่ได้มองว่าค่ำคืนที่เอติฮัด สเตเดียมคือจุดหมาย เขายืนยันด้วยตัวเองว่านี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้น และยังมีเส้นทางอีกยาวไกลรออยู่ข้างหน้า

#อัพเดททันทุกข่าวบาส
#อัพเดทข่าวบอลโลก
#ข่าวบอลอัปเดตล่าสุด