แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กำลังเข้าสู่ฤดูกาลใหม่ด้วยแนวคิดที่แตกต่างออกไปภายใต้ การคุมทีมของ คาร์ริค โดยกุนซือชาวอังกฤษต้องการให้ทีมกลับมาเล่นฟุตบอลที่ดุดัน กล้าเดินหน้า และมีความบันเทิงมากขึ้น ขณะเดียวกันก็ต้องหาสมดุลระหว่างเกมรุกที่รวดเร็วกับการครองบอลอย่างมีคุณภาพ
คาร์ริคให้ความสำคัญกับแนวคิดที่เป็นภาพจำของ แมนยู นั่นคือการเล่นเชิงรุกและสร้างความตื่นเต้นให้แฟนบอล มากกว่าการเน้นครองบอลอย่างเดียว ก่อนที่ทีมจะประเดิมพรีเมียร์ลีกด้วยการเยือน ฮัลล์ ซิตี้
การคุมทีมของ คาร์ริค เน้นต่อบอลจากแดนหลัง
หนึ่งในจุดเปลี่ยนที่เห็นได้ชัดจากช่วงปรีซีซั่นคือ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดพยายามกลับมาเล่นบอลสั้นจากแนวรับอีกครั้ง
ระบบเริ่มต้นในจังหวะสร้างเกมมักเปลี่ยนเป็นโครงสร้าง 4-2-4 โดยผู้รักษาประตูมีส่วนร่วมกับการขึ้นเกม ขณะที่กองหลัง 4 คนและกองกลาง 2 คนรักษาตำแหน่งค่อนข้างชัดเจน ส่วนแนวรุก 4 คนมีอิสระในการสลับตำแหน่งและเคลื่อนที่หาพื้นที่
แนวทางดังกล่าวแตกต่างจากช่วงก่อนหน้านี้ที่ทีมมักเลือกเล่นบอลยาวเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกคู่แข่งเพรสซิ่งแบบตัวต่อตัว
คาร์ริคต้องการให้ลูกทีมกล้าเสี่ยงกับการต่อบอลสั้นมากขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกจังหวะจะต้องถูกกำหนดไว้ล่วงหน้า นักเตะได้รับอิสระในการอ่านสถานการณ์และเลือกวิธีแก้เพรสซิ่งด้วยตัวเอง
หัวใจสำคัญคือการเล่นเป็นกลุ่มสามคน โดยนักเตะหนึ่งคนสามารถดึงตัวประกบ ก่อนที่เพื่อนอีกคนจะสอดขึ้นมาเป็นตัวเลือกในการจ่ายบอล หรือที่เรียกว่า third-man run
เมื่อหลุดจากแรงกดดันได้ ยูไนเต็ดจึงสามารถเปลี่ยนจากการต่อบอลเป็นเกมรุกแนวตั้งได้ทันที ซึ่งเหมาะกับผู้เล่นเกมรุกที่มีความเร็วอยู่ในทีม
กองกลางชุดใหม่ช่วยเพิ่มมิติให้ แมนยู
การเสริมทัพในแดนกลางมีส่วนสำคัญต่อแผนของคาร์ริค โดยเฉพาะผู้เล่นอย่าง อันเดรย์ ซานโตส, ยูริ ตีเลอมันส์ และเมสัน เมาท์ ที่มีความสามารถในการรับบอลและพาทีมเดินหน้าจากแดนกลาง
ค็อบบี เมนู ก็เป็นอีกคนที่น่าจะได้ประโยชน์จากแนวทางนี้ หลังกลับมามีส่วนร่วมกับทีมในช่วงปรีซีซั่น
อย่างไรก็ตาม การให้นักเตะมีอิสระในการตัดสินใจมากขึ้นก็มีความเสี่ยงเช่นกัน เกมกับ เอซี มิลาน แสดงให้เห็นว่า เมื่อกองกลางพยายามเล่นบอลไปข้างหน้าเร็วเกินไป ยูไนเต็ดอาจเสียบอลง่ายและขาดความต่อเนื่องในการครองเกม
นั่นคือโจทย์สำคัญของคาร์ริค เพราะเขาต้องการให้ทีมเล่นในแนวตั้งและใช้ความเร็วของแนวรุกให้เกิดประโยชน์สูงสุด แต่ขณะเดียวกันก็ต้องไม่เร่งเกมจนเสียการควบคุม
เพรสซิ่งสูงคืออาวุธสำคัญในการคุมทีมของ คาร์ริค
อีกหนึ่งเอกลักษณ์ที่เริ่มเห็นชัดคือการเพรสซิ่งสูง ยูไนเต็ดใช้โครงสร้าง 4-2-4 อีกครั้ง โดยแนวรุก 4 คนยืนค่อนข้างแคบเพื่อปิดพื้นที่ตรงกลางสนาม
แนวคิดนี้มีเป้าหมายสองอย่าง
อย่างแรกคือการบังคับให้คู่แข่งออกบอลไปด้านข้าง เพราะพื้นที่ตรงกลางถือเป็นจุดที่อันตรายที่สุดในการเปิดเกมรุก
อย่างที่สองคือการเตรียมพร้อมสำหรับการสวนกลับ หากยูไนเต็ดแย่งบอลได้ ผู้เล่นแนวรุกจำนวนมากจะอยู่ในตำแหน่งที่พร้อมโจมตีทันที ทำให้การเพรสซิ่งกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างโอกาสทำประตู
แนวทางนี้เคยเห็นผลในเกมเสมอ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง 1-1 เมื่อยูไนเต็ดแย่งบอลกลับมาได้ ก่อนเปลี่ยนจังหวะเป็นเกมรุกและจบด้วยประตูของ ไบรอัน เอ็มเบอโม่
นี่คือภาพฟุตบอลที่คาร์ริคต้องการเห็น นั่นคือไม่รอให้คู่แข่งพลาด แต่พยายามบีบให้เกิดความผิดพลาดแล้วใช้ประโยชน์ทันที
ระบบ 4-2-4 มีจุดอ่อนที่ต้องแก้
แม้แนวทางของคาร์ริคจะมีข้อดีเรื่องความดุดัน แต่เกมปรีซีซั่นก็เผยให้เห็นจุดที่คู่แข่งสามารถใช้โจมตีได้
เอซี มิลานแสดงให้เห็นวิธีรับมือด้วยการใช้โครงสร้าง 5-2-3 โดยวิงแบ็กถอยลงลึก ทำให้แนวรับสามคนสามารถดึงแนวรุกของยูไนเต็ดขึ้นมาเพรส ก่อนจ่ายบอลออกด้านข้าง
เมื่อบอลไปถึงวิงแบ็ก แมนยูต้องใช้ฟูลแบ็กวิ่งออกจากตำแหน่งเพื่อกดดัน ซึ่งเปิดพื้นที่และเพิ่มระยะทางในการเพรสซิ่ง
นี่จึงเป็นบททดสอบสำคัญสำหรับ คาร์ริค เพราะพรีเมียร์ลีกเป็นลีกที่คู่แข่งปรับแท็กติกกันอย่างรวดเร็ว หากทีมยังใช้วิธีเดิมโดยไม่มีแผนสำรอง อาจถูกเจาะได้ง่ายขึ้นเรื่อย ๆ
แมนยูต้องหาสมดุลระหว่างเกมรุกกับการควบคุมเกม
สิ่งที่น่าสนใจที่สุดในฤดูกาลนี้คือ คาร์ริคไม่ได้ต้องการให้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดพึ่งพาการสวนกลับเพียงอย่างเดียว แม้รูปแบบดังกล่าวจะเคยสร้างผลงานที่ดีในช่วงท้ายฤดูกาลก่อน
ภารกิจของกุนซือรายนี้จึงอยู่ที่การสร้างทีมที่สามารถเล่นเร็วเมื่อมีพื้นที่ แต่ก็ต้องรู้จักชะลอเกมและครองบอลเมื่อสถานการณ์เรียกร้อง
หากทำได้สำเร็จ แมนยูจะมีทางเลือกในการเล่นมากกว่าเดิม ไม่จำเป็นต้องรอให้คู่แข่งเปิดพื้นที่เพื่อสวนกลับเพียงอย่างเดียว แต่สามารถสร้างโอกาสจากการต่อบอลและการเพรสซิ่งของตัวเองได้ด้วย
การคุมทีมของ คาร์ริค กับภารกิจปลุก แมนยู คืนสู่ฟุตบอลเกมรุก ก่อนเปิดศึกพรีเมียร์ลีก















