DERBYMATH

ทันทุกข่าว อัพเดททุกวัน ทันกระเเสวงการฟุตบอลก่อนใคร

ข้อตกลงของ เบโซส์ กับลิเวอร์พูล สะเทือนอนาคตสโมสร เปิดทางสู่การเทกโอเวอร์หรือไม่

ข้อตกลงของ เบโซส์

ข้อตกลงของ เบโซส์ กับลิเวอร์พูล อาจไม่ใช่แค่การลงทุน หลังถือหุ้นเกือบ 40% ดีลครั้งใหม่ของลิเวอร์พูลกำลังถูกจับตามองมากกว่าคำว่า “การลงทุนส่วนน้อย” หลัง Fenway Sports Group (FSG) ตัดสินใจขายหุ้นสโมสรประมาณ 38% ให้กับ 1892 Holdings กลุ่มทุนที่มี เจฟฟ์ เบโซส์ มหาเศรษฐีผู้ก่อตั้ง Amazon ร่วมลงทุนอยู่ด้วย โดยรายละเอียดสำคัญของสัญญาเปิดช่องให้กลุ่มทุนดังกล่าวสามารถเพิ่มสัดส่วนการถือครองจนกลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ได้ในอนาคต

ตัวเลขดังกล่าวสูงกว่าที่มีการคาดการณ์ในช่วงแรก ซึ่งประเมินกันว่ากลุ่มทุนของเบโซส์จะเข้าถือหุ้นประมาณ 30% ถึงหนึ่งในสามของสโมสร ทำให้ข้อตกลงครั้งนี้กลายเป็นประเด็นใหญ่ทั้งในแง่โครงสร้างเจ้าของทีมและทิศทางระยะยาวของลิเวอร์พูล

ข้อตกลงของ เบโซส์ ถือหุ้นเท่าไร และมีอำนาจแค่ไหน?

FSG ซึ่งเข้าซื้อลิเวอร์พูลในปี 2010 ด้วยมูลค่าประมาณ 300 ล้านปอนด์ ยังคงเป็นผู้ควบคุมสโมสรหลังการทำธุรกรรมครั้งล่าสุด แต่ 1892 Holdings ได้เข้าถือหุ้นในสัดส่วนใกล้เคียง 40% ซึ่งถือว่าเป็นการลงทุนที่มีนัยสำคัญมากกว่าคำว่า “หุ้นส่วนน้อย” ตามที่หลายฝ่ายเข้าใจในตอนแรก

กลุ่มทุนดังกล่าวนำโดย Amit Bhatia นักธุรกิจชาวอังกฤษเชื้อสายอินเดีย และมี Eduardo Saverin ผู้ร่วมก่อตั้ง Facebook รวมถึงเบโซส์เข้ามาเป็นหนึ่งในผู้ลงทุน

แม้เบโซส์จะไม่ได้เข้าร่วมเป็นกรรมการของลิเวอร์พูลโดยตรง แต่ Bryan Baum หุ้นส่วนทางธุรกิจของเขาและผู้ก่อตั้ง K5 Sports จะเข้าร่วมบอร์ดบริหารที่แอนฟิลด์ ขณะที่ Bhatia จะมีตำแหน่งรองประธานสโมสร

นั่นหมายความว่าอิทธิพลของกลุ่มทุนใหม่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการถือหุ้น แต่มีตัวแทนเข้าไปมีส่วนร่วมในระดับการบริหารสโมสรด้วย

เปิดทางเทกโอเวอร์ลิเวอร์พูลในอนาคต

จุดที่ทำให้ข้อตกลงนี้น่าสนใจที่สุดคือเงื่อนไขที่เปิดโอกาสให้ 1892 Holdings เพิ่มสัดส่วนการลงทุนในอนาคต

ข้อมูลระบุว่ามีทางเลือกภายในข้อตกลง ซึ่งเปิดช่องให้กลุ่มทุนสามารถซื้อหุ้นจนกลายเป็นผู้ถือหุ้นเสียงข้างมากได้ภายในระยะเวลา 12 เดือนข้างหน้า อย่างไรก็ตาม เงื่อนไขดังกล่าวยังไม่ถือเป็นการรับประกันว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงเจ้าของสโมสรเต็มรูปแบบ

ประเด็นนี้จึงทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า FSG ตั้งใจรักษาอำนาจควบคุมลิเวอร์พูลในระยะยาวหรือกำลังเปิดทางสำหรับการเปลี่ยนมือเจ้าของในอนาคต

สำหรับแฟนบอล เรื่องนี้มีความสำคัญไม่น้อย เพราะการขายหุ้นเกือบ 40% แตกต่างจากการขายหุ้นเพียงเล็กน้อยอย่างชัดเจน และหากมีการใช้สิทธิ์เพิ่มสัดส่วนจริง ลิเวอร์พูลก็อาจเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ในโครงสร้างเจ้าของ

จากสโมสรเกือบล้มละลาย สู่มูลค่าหลายพันล้านปอนด์

FSG เข้ามาบริหารลิเวอร์พูลในปี 2010 ในช่วงที่สโมสรเผชิญปัญหาทางการเงินอย่างหนัก โดย Billy Hogan ซีอีโอของสโมสรเคยอธิบายว่าลิเวอร์พูลอยู่ในสถานการณ์ที่เกือบล้มละลาย

แต่ตลอด 16 ปีที่ผ่านมา มูลค่าของสโมสรเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล

ดีลล่าสุดประเมินมูลค่าลิเวอร์พูลไว้ราว 5-6 พันล้านปอนด์ ซึ่งสูงกว่าราคาที่ FSG จ่ายซื้อสโมสรในปี 2010 มากกว่า 15 เท่า

Kieran Maguire ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินฟุตบอล มองว่าดีลนี้เป็นประโยชน์อย่างมากต่อ FSG เพราะบริษัทสามารถสร้างรายได้จากการขายหุ้นจำนวนมาก ขณะเดียวกันก็ยังรักษาอำนาจควบคุมสโมสรเอาไว้ได้

อย่างไรก็ตาม คำถามสำคัญคือ FSG จะยังคงเป็นผู้ควบคุมลิเวอร์พูลได้นานแค่ไหน

เบโซส์เข้ามาเพื่อธุรกิจมากกว่าฟุตบอล?

แม้ชื่อของเบโซส์จะดึงดูดความสนใจจากทั่วโลก แต่แรงจูงใจของการลงทุนครั้งนี้ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นเพียงการซื้อหุ้นเพื่อหวังผลตอบแทนทางการเงิน

แนวทางของ 1892 Holdings มีเป้าหมายที่จะช่วยขยายเครือข่ายธุรกิจ เทคโนโลยี และการลงทุนของลิเวอร์พูลในระดับนานาชาติ โดยเฉพาะตลาดอินเดียและเอเชีย

สำหรับสโมสรที่มีฐานแฟนบอลขนาดใหญ่ทั่วโลก การมีพันธมิตรที่มีเครือข่ายทางธุรกิจระดับโลกอย่างเบโซส์และกลุ่มผู้ลงทุนรายอื่น อาจช่วยเพิ่มโอกาสทางการตลาดและรายได้เชิงพาณิชย์ให้ลิเวอร์พูลได้อีกมาก

แต่ในอีกด้านหนึ่ง การมีเงื่อนไขเปิดทางสู่การถือหุ้นเสียงข้างมากย่อมทำให้อนาคตของ FSG กับลิเวอร์พูลถูกจับตามองต่อเนื่อง

#อัพเดททันทุกข่าวบาส
#อัพเดทข่าวบอลโลก
#ข่าวบอลอัปเดตล่าสุด